คนที่เคยยืนอยู่หน้าพระราชวังโปตาลาเป็นครั้งแรกมักมีปฏิกิริยาคล้ายกัน คือเงยหน้าขึ้นมองแล้วนิ่งไปพักหนึ่ง ไม่ใช่เพราะความสวยงามอย่างเดียว แต่เพราะคำถามที่ผุดขึ้นมาทันทีว่า สิ่งนี้สร้างขึ้นมาได้อย่างไร
อาคารสูง 13 ชั้น สูงจากฐานถึงยอดราว 117 เมตร ตั้งอยู่บนภูเขาหินกลางเมืองลาซา ที่ระดับความสูงกว่า 3,700 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ในยุคที่ยังไม่มีเครน ไม่มีปูนซีเมนต์ และไม่มีเหล็กเส้น
คำตอบอยู่ที่เทคนิคพื้นถิ่นที่ชาวทิเบตสั่งสมมาหลายร้อยปี และหลายอย่างในนั้นฉลาดกว่าที่คิด
เริ่มจากทำเลที่เลือกมาแล้ว
โปตาลาตั้งอยู่บนเนินเขาแดง หรือ 玛布日山 (Mǎbùrì Shān) ซึ่งเป็นภูเขาหินแข็งที่โผล่ขึ้นมากลางหุบเขาลาซา
นี่เป็นข้อได้เปรียบตั้งแต่ต้น เพราะฐานรากไม่ต้องขุดลึกลงไปหาชั้นดินแข็งเหมือนอาคารบนพื้นราบ ตัวภูเขาเองคือฐานรากอยู่แล้ว ผู้สร้างเพียงปรับระดับหินเป็นขั้นบันไดแล้วก่ออาคารซ้อนขึ้นไปตามรูปทรงของภูเขา
สังเกตได้ว่าโปตาลาไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นราบที่ปรับให้เรียบ แต่ค่อย ๆ ไต่ระดับตามความชันธรรมชาติ ทำให้น้ำหนักกระจายลงบนหินหลายจุดแทนที่จะกดอยู่ที่เดียว
ประวัติของสถานที่นี้ย้อนไปถึงศตวรรษที่ 7 สมัยกษัตริย์ซงเซินกัมโปที่สร้างวังไว้บนเนินแห่งนี้ แต่โครงสร้างที่เราเห็นทุกวันนี้เริ่มก่อสร้างในปี 1645 โดยองค์ดาไลลามะที่ 5 ส่วนพระราชวังแดงสร้างต่อจนเสร็จในช่วงปี 1690-1694

กำแพงที่หนาถึง 5 เมตรและเอียงเข้าหากัน
จุดที่คนสังเกตเห็นได้ชัดที่สุดคือกำแพงของโปตาลาไม่ตั้งฉาก แต่สอบเข้าหากันเมื่อสูงขึ้น
นี่ไม่ใช่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นหลักโครงสร้างโดยตรง กำแพงที่ฐานหนาได้ถึง 5 เมตร แล้วค่อย ๆ บางลงเมื่อสูงขึ้น ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของอาคารต่ำและมั่นคง
รูปทรงสอบเข้าแบบนี้ยังช่วยกระจายแรงลงสู่ฐานได้ดี และเพิ่มความต้านทานต่อแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับทิเบต เพราะที่ราบสูงแห่งนี้อยู่บนแนวชนกันของแผ่นเปลือกโลกอินเดียกับยูเรเซีย จึงมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นสม่ำเสมอ
ตัวกำแพงก่อด้วยหินและดินอัด โดยใช้ปูนพื้นถิ่นที่ผสมจากดินเหนียวเป็นตัวประสาน ไม่ใช้ปูนซีเมนต์แบบสมัยใหม่แม้แต่น้อย

เคล็ดลับที่ทำให้ชั้นบนไม่หนักเกินไป
ปัญหาใหญ่ของอาคารสูงที่ก่อด้วยหินคือน้ำหนัก ยิ่งสูงยิ่งกดทับชั้นล่าง
ชาวทิเบตแก้ปัญหานี้ด้วยวัสดุที่เรียกว่า ไป๋หม่าเฉ่า 白玛草 ซึ่งก็คือแถบสีน้ำตาลแดงที่เห็นเป็นแนวอยู่ใต้หลังคาของโปตาลานั่นเอง
สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่ามันเป็นแค่การตกแต่งด้วยสี ความจริงแล้วมันคือกิ่งไม้พุ่มชนิดหนึ่งที่นำมามัดเป็นกำ ตัดปลายให้เสมอกัน แล้วเรียงซ้อนเป็นผนังในส่วนบนของอาคาร ก่อนย้อมสีและตกแต่งผิวหน้า
ผลลัพธ์คือผนังชั้นบนเบากว่าผนังหินอย่างมาก ลดภาระที่กดลงบนโครงสร้างชั้นล่าง แถมยังมีคุณสมบัติเป็นฉนวนกันความหนาวได้ดีกว่าหินด้วย
เป็นการแก้ปัญหาทางวิศวกรรมด้วยวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น ซึ่งน่าทึ่งมากเมื่อคิดว่าเกิดขึ้นเมื่อสามร้อยกว่าปีก่อน

พื้นและหลังคาที่ทุบด้วยแรงคน
อีกวัสดุที่เป็นเอกลักษณ์คือ ดินอากา 阿嘎土 ซึ่งใช้ทำพื้นและหลังคาของอาคารทิเบตแทบทุกหลัง
วิธีทำคือนำดินและหินชนิดเฉพาะมาบดผสมน้ำ เทลงบนพื้นที่ต้องการ แล้วใช้คนจำนวนมากยืนเรียงกันทุบด้วยไม้ตีเป็นจังหวะพร้อมกัน ร้องเพลงประกอบไปด้วยเพื่อให้จังหวะตรงกัน
การทุบต้องทำต่อเนื่องหลายวันจนดินอัดแน่นและผิวหน้าเรียบมันวาว ผลที่ได้คือพื้นที่ทั้งแข็งแรงและกันน้ำซึมได้ในระดับหนึ่ง
ที่น่าสนใจคือประเพณีการทุบดินอากาแบบนี้ยังมีอยู่จริงจนถึงปัจจุบัน ใช้ในงานบูรณะโปตาลาและวัดทิเบตอื่น ๆ นักท่องเที่ยวที่ไปช่วงบูรณะบางครั้งจะได้เห็นและได้ยินเสียงร้องเป็นจังหวะจากลานวัด

ไม้ที่ประกอบกันโดยไม่ใช้ตะปูเหล็ก
โครงสร้างภายในของโปตาลาใช้ไม้เป็นหลัก ทั้งเสา คาน และพื้นระหว่างชั้น
การเชื่อมต่อใช้เทคนิคเข้าเดือยแบบงานไม้ดั้งเดิม ตัดไม้ให้เข้ากันพอดีแล้วประกอบเข้าหากันโดยไม่ต้องใช้ตะปูเหล็ก
ข้อดีของวิธีนี้ไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่คือความยืดหยุ่น เมื่อเกิดแผ่นดินไหว โครงสร้างที่ต่อด้วยเดือยจะขยับตัวและคืนรูปได้ ต่างจากการยึดตายด้วยเหล็กที่มักหักหรือฉีกขาดเมื่อรับแรงมากเกินไป
หลักการนี้คล้ายกับงานไม้โบราณของจีนและญี่ปุ่น ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมอาคารไม้เก่าแก่ในเอเชียถึงยืนหยัดผ่านแผ่นดินไหวมาได้หลายร้อยปี

ขนส่งวัสดุขึ้นภูเขาอย่างไร
คำถามที่ตามมาคือหินและไม้จำนวนมหาศาลถูกยกขึ้นไปบนภูเขาได้อย่างไร
คำตอบคือแรงคนและสัตว์ บันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุว่ามีคนงาน ช่างฝีมือ และแรงงานอาสาจากทั่วทิเบตเข้าร่วมงานก่อสร้างจำนวนมาก ใช้เวลารวมกันหลายสิบปี
วิธีการคือสร้างทางลาดดินชั่วคราวขึ้นไปตามไหล่เขา ลากวัสดุขึ้นด้วยจามรีและแรงคน แล้วรื้อทางลาดออกเมื่องานเสร็จ
ส่วนไม้ขนาดใหญ่ต้องขนมาจากป่าทางตะวันออกของทิเบตซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตร ล่องมาตามแม่น้ำบางช่วง และลากทางบกในช่วงที่เหลือ

เยี่ยมชมโปตาลาอย่างไรให้คุ้ม
ต้องจองล่วงหน้า โปตาลาจำกัดจำนวนผู้เข้าชมต่อวันอย่างเข้มงวด และต้องระบุช่วงเวลาเข้าชมล่วงหน้า บริษัททัวร์ที่ดูแลจะจัดการให้
เวลาในตัวอาคารจำกัด โดยทั่วไปให้เวลาอยู่ภายในราวหนึ่งชั่วโมง เพื่อควบคุมจำนวนคนและลดผลกระทบต่อโครงสร้าง จึงควรศึกษาข้อมูลไปก่อนจะได้ไม่เสียเวลา
ห้ามถ่ายภาพภายใน ห้องต่าง ๆ ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังและวัตถุโบราณที่ไวต่อแสง
เตรียมร่างกาย ต้องเดินขึ้นบันไดหินจำนวนมากที่ระดับความสูง 3,700 เมตร คนที่เพิ่งถึงลาซาอาจเหนื่อยเร็วกว่าที่คาด ควรปรับตัวกับความสูงอย่างน้อย 2-3 วันก่อนเข้าชม
จุดถ่ายภาพที่ดีที่สุด คือจัตุรัสด้านหน้าในช่วงเช้าตรู่ที่แสงตกกระทบด้านหน้าอาคารพอดี และสระน้ำสวนสาธารณะด้านหลังที่สะท้อนเงาโปตาลาลงในน้ำได้ครบทั้งหลัง

สิ่งที่เหลืออยู่หลังสามร้อยปี
พระราชวังโปตาลาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกในปี 1994
สิ่งที่ทำให้อาคารหลังนี้พิเศษไม่ใช่แค่ขนาดหรือความสวยงาม แต่คือการที่มันเป็นตัวอย่างของการแก้ปัญหาด้วยสิ่งที่มีอยู่ในพื้นที่ ดิน หิน ไม้ กิ่งไม้พุ่ม และแรงคน ประกอบกันขึ้นเป็นอาคารที่ยืนอยู่บนภูเขาที่ระดับความสูง 3,700 เมตรมาได้กว่าสามศตวรรษ
เมื่อรู้ว่าแถบสีน้ำตาลแดงใต้หลังคาคืออะไร และทำไมกำแพงถึงเอียงเข้าหากัน การมองโปตาลาครั้งต่อไปจะให้ความรู้สึกต่างออกไปมาก

วางแผนเที่ยวทิเบตกับ Rejoining Travel
เที่ยวจีนกับเรา by Rejoining ดูแลนักเดินทางไทยมากว่า 5 ปี เชี่ยวชาญเส้นทางจีนเฉพาะทาง รวมถึงทิเบตและที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต
- ทัวร์ FIT ส่วนตัว จัดเส้นทางตามวันและความสนใจของคุณ พร้อมดูแลเรื่อง Tibet Travel Permit ครบทุกขั้นตอน
- เช่ารถพร้อมคนขับ เดินทางสะดวก ปลอดภัยบนเส้นทางที่ราบสูง
- ผ่อนชำระ 0% นาน 10 เดือน ผ่านบัตรเครดิต KTC
- มัดจำเริ่มต้นเพียง 500 บาท
สอบถามและขอโปรแกรมได้ที่ Line: @rejoining หรือ rejoiningtravel.com
